While I thought that I was learning how to live, I have been learning how to die - Leonardo da Vinci

บทความเหล่านี้ หากเป็นประโยชน์กับท่าน ผมก็ดีใจ หากจะนำไปใช้ที่อื่น ผมก็ยินดี แต่กรุณาอ้างอิงที่มานิดนึง จัดเป็นมารยาทพื้นฐานในการใช้บทความของผู้อื่นใน internet หลายเรื่องผมต้องค้นคว้า แปลเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้อง กลั่นกรอง เรียบเรียง ใช้เวลา ใช้สมอง ใช้ประสบการณ์ การก๊อปไปเฉยๆ อาจทำให้คนอื่นคิดว่าคนที่นั่งคิดนั่งเขียนแทบตายห่ากลายเป็นคนก๊อป ผมเจอเพจที่เอาเรื่องของผมไปตัดโน่นนิดนี่หน่อยให้เป็นงานของตัวเอง ไม่อ้างอิงที่มา ไม่ละอายใจหรือ .. สงสัยอะไร comment ไว้ ผมจะมาตอบ แต่ถ้าใครมาแสดงความไพร่หรือด่าทอใครให้พื้นที่ของผมสกปรก ผมจะลบโดยไม่ลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยว อยากระบายไปหาที่ของตัวเองครับ หมายังขี้เป็นที่เป็นทางเลยจ้ะ นี่ก็เคยเจอ ไม่รู้พ่อแม่สอนมายังไง!!!

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EQ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EQ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่น่าจะช่วยพัฒนา Emotional Quotient ในมุมมองของข้าพเจ้า


ผมรู้สึกว่าสติกับสมาธิเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ Emotional Quotient นะ อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ เนื่องจากเป็นคนที่ธรรมดามากๆ ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเรื่องไหนเลย ...

ผมมองว่าสติ จะมีส่วนทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นความต้องการส่วนลึกที่ซ่อนไว้ เห็นนิสัย สันดาน ที่เรามักปฎิเสธที่จะมองดูมัน กลบฝังมันไว้ ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไข ปล่อยให้มันเกาะติด ก่อให้เกิดพฤติกรรมด้านบวก ด้านลบ ต่างๆ นาๆ โดยที่เราควบคุมมันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามประสาของมัน

สมาธิจะทำให้เราใช้สติได้ดีขึ้น คนเราต้องใช้สมาธิกันเกือบตลอดเวลา ทุกคนมีมัน มากน้อยต่างกัน ถ้าเราปล่อยมันไปตามเรื่องตามราว เราก็จะเห็นว่าคนบางคนเปลี่ยนความสนใจ ไปเรื่อยๆ ในเวลาอันรวดเร็ว นั่นคือสมาธิสั้น และเมื่อมันสั้น เราก็จะไม่มีโอกาสพิจารณาอะไรๆ ให้ถ่องแท้ ขาดความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องที่วิ่งผ่าน มีความสนใจมั่วซั่ว จับประเด็นอะไรไม่ค่อยได้ คิดวิเคราะห์อะไรที่เป็นภาพรวมไม่ออก มองเห็นอะไรได้แค่เรื่องผิวเผิน น่าอิจฉาคนที่มีสมาธิดีอยู่แล้ว แต่ถ้าของเรามันไม่ดี เราก็ฝึกมันได้ พัฒนามันได้ ผลพลอยได้อีกอย่างคือ มันจะทำให้เราเห็นสภาวะจิตของคนอื่น ไม่ใช่การหยั่งรู้ความคิดนะ เราไม่ได้พูดกันถึงเรื่องอภิญญาที่มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรในการดำรงชีวิต ถ้าเราไม่ได้คิดจะเอาไสยศาสตร์ไปทำมาหากิน ประเภทปลุกเสก ลงอาคม หรือไปเป็นหมอดูนั่งทางใน แต่เรากำลังพูดกันถึงเรื่องสมาธิในระดับที่จะเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้ ไอ้การรู้สภาวะจิตที่ว่านี้ บางคนก็มีอยู่แล้ว พวก sense น่ะ แต่มันไม่ใช่เรื่องหลัก อย่าหลงประเด็นนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นพวกอยากฝึกวิปัสนาแต่กลับไปติดคาอยู่กับอิทธิปาฎิหารย์ เก่ง.. แต่หลงทาง น่าเสียดาย

2 อย่างนี้จะทำให้เราเข้าใจตัวเองและ เข้าใจคนอื่นด้วย มันเป็นการเพิ่มระดับ Emotional Quotient อีกทางหนึ่ง ทำให้เราควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้เราเห็นได้ชัดขึ้น ว่าความต้องการของเรามีที่สิ้นสุดรึเปล่า มีจุดไหนที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเพียงพอได้ไหม เรามีที่หยุดไหม หรือมันเป็นแค่การกระโดดไปเรื่อยๆ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ถ้าเราสนุกที่จะทำเช่นนั้น เราก็จะได้รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนั้นจริงๆ

เราจะเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้นด้วย เราจะเลิกมองพวกเขาในแง่ลบ เราจะเห็นอกเห็นใจพวกเขามากขึ้น พวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นในแบบที่เราเห็นหรอก คนๆ หนึ่งประกอบขึ้นด้วยปัจจัยหลายด้าน ตั้งแต่เกิด ถูกเลี้ยงดูมายังไง สภาพแวดล้อม ครอบครัว สังคม การศึกษา ประสบการณ์ ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับอะไรมาบ้าง กว่าจะมาเป็น ความคิดของเขา ทัศนคติของเขา พฤติกรรมของเขา รวมๆ ออกมาเป็นตัวเขาให้เราได้เห็นกัน เราจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนขนาดไหน เราจะเลิกคาดหวังที่จะให้ใครมามีระดับความคิดในมาตรฐานของเรา มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

สรุปแล้วถ้า EQ ดี มันจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น คาดหวังกับคนอื่นน้อยลง การไปลองทำแบบทดสอบ EQ ของกรมสุขภาพจิตดูจะทำให้รู้ว่า เราควรปรับปรุงเรื่องไหนบ้าง ถ้าเรายอมรับข้อบกพร่องของตัวเองได้ เราก็พัฒนามันได้ ไม่มีใคร perfect หรอก แม้แต่ไอน์สไตน์ แบบทดสอบประเมินออกมา 9 เรื่อง คือ การควบคุมตนเอง ความเข้าใจคนอื่น ความรับผิดชอบ แรงจูงใจ การแก้ปัญหา สัมพันธภาพ ความภูมิใจในตนเอง ความพอใจในชีวิต และความสุขสงบทางใจ

ว่ากันด้วยเรื่องการควบคุมตนเองที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ มันมี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการควบคุมการแสดงออกภายนอก ถ้าควบคุมได้ก็จัดว่าดีในระดับมาตรฐานสังคม อีกส่วนหนึ่ง ถ้าเราควบคุมได้ถึงความรู้สึกภายในมันก็จะดีในระดับจิตวิญญาน มันมีเฉลยข้อสอบบางข้อในวิชาจิตวิทยาสังคมชั้นสูงระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง ที่ต้องบอกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้มีมหาวิทยาลัยเอกชนเยอะมาก บางแห่งก็เชื่อถืออะไรไม่ได้ เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ จะส่งลูกหลานเรียนที่ไหนก็ดูให้ดี ที่ทำงานบางแห่งระบุคุณสมบัติผู้สมัครงานต้องจบจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลด้วยซ้ำ คำตอบที่ถูกก็เช่น สิ่งสำคัญในชีวิตคนเราคือการค้นหาความหมายของชีวิตและให้ความสำคัญต่อจิตวิญญาน, สิ่งที่ขาดดุลในสังคมปัจจุบันคือไม่มีดุลยภาพระหว่างวัตถุกับจิตวิญญาน, ปัญหาอย่างหนึ่งของคนในปัจจุบันคือ ความโลภ บ้าวัตถุ ขาดแคลนเชิงสัมพันธ์, เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานได้รับการตอบสนอง ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนจะมีความสุขไม่ต่างกันเราคงต้องยอมรับความคิดเหล่านี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกคัดกรองมาจากข้อมูลที่ผ่านการวิจัยมาแล้ว จนสามารถนำมาใช้เป็นบทเรียนได้

เมื่อก่อน มันเป็นเรื่องกวนใจที่ทำให้รู้สึกหงุด หงิด รำคาญใจ ในเรื่องพฤติกรรม หลายๆ คนคงเจออยู่บ่อยๆ ถ้าไม่ได้เกิดมาเป็นคุณหนู นั่งกินนอนกิน วันๆ ไม่ต้องทำอะไร หรือใหญ่โตมากจนไม่มีใครกล้าล่วงเกิน หรือโชคดีที่ได้อยู่ในสังคมผู้ดี(กลุ่มคนที่มีความเข้าใจเรื่องสมบัติผู้ดีน่ะ) ตอนนี้เข้าใจมากขึ้น เพราะสภาพสังคมทุกวันนี้ เน้นไปที่วัตถุ มันไม่มีการให้ความสำคัญในเรื่องของศีลธรรมจรรยาอีกแล้ว คนเดี๋ยวนี้เลยไม่ค่อยรู้เรื่องศีลธรรม ไม่รู้เรื่องจรรยาหรือการแสดงออกที่เหมาะสม ไม่สนใจเรื่องกาละเทศะ เราต้องพยายามเข้าใจและยอมรับว่า จริงๆ แล้วพฤติกรรมการแสดงออกในทางลบต่างๆ มันไม่ได้เกิดจากพื้นฐานของนิสัยแย่ๆ สักเท่าไหร่ แต่มันเกิดจากแรงขับหรือความกดดันที่มีอยู่ภายใน ที่ทะลักออกมาอย่างขาดความควบคุม โดยเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ใครๆ ก็ทำกัน ก็ไม่มีใครเคยบอกนี่ว่ามันไม่ดี จะไปว่าเขาผิดก็ไม่ได้ (ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด..อื้ม..แต่มันก็มีหนังสือเรื่อง ผิดที่ไม่รู้อยู่ในโลกนี้ด้วยนะ) จนมันกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในคนบางกลุ่ม คำถามคือ ... ถ้าแมลงวันทั้งโลกเห็นว่าขี้อร่อย แล้วมันอร่อยจริงไหม เราจะเชื่อโดยไม่ใช้วิจารณญานของตัวเอง แล้วลองกินขี้ดู เพราะคนส่วนใหญ่บอกว่าขี้มันอร่อย รึเปล่า ... อันนี้พระอะไรไม่รู้เขียนในหนังสือ อ่านเยอะจนจำไม่ได้ ต้องไป search เอาเองนะ (อ้าวๆ ยาวไปเรื่องจิตวิทยามวลชน ลามปามไปเรื่องศาสนาอีก ..)

มันก็คล้ายเรื่องเข้าเมืองตาหลิ่วให้หลิ่วตาตามนั่นแหละ มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับ คนบางคนที่จะปรับความชอบ รสนิยม ความคิด ทัศนคติ มุมมอง อะไรต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะยอมเปลี่ยนจุดยืนของเราไหม หรือจะรักษาความเป็นตัวตนของเราไว้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันจะต่างกัน ก็ต้องเอามาวิเคราะห์กันอีกทีว่า มันจะมีผลกระทบอันมหาศาลกับชีวิตของเราไหม ในเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน ความสุข ความทุกข์ อะไรพรรค์นั้น ถ้ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็คงไม่ต้องสนใจหรอกมั๊ง ความถูกต้อง เหมาะสม น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่า

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่ได้จากการศึกษา quotient


ได้มาศึกษาเรื่อง quotient พวกนี้ก็ดีนะ
มันมีอะไรใหม่ๆ ดีๆ เพิ่มเข้ามาในความคิดอีกตั้งเยอะ เช่น ..

เราจะเข้าใจว่า เรามันก็แค่คนธรรมดาๆ คนนึง จะไปเอาอะไรกับมันนักหนา
เราจะมองดูตัวเอง ด้วยความเมตตากรุณามากกว่าเดิม
เราจะหยุดโทษตัวเอง กับความผิดพลาด
เราจะยิ้มด้วยความเอ็นดู กับความโง่ ไม่ประสีประสาของตัวเอง
เราจะไม่ถือสากับความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าท่ามกลางสาธารณชน ที่มันทั้งเจ็บ ทั้งอาย
เราจะเลิกทำตัวปัญญาอ่อน กับความหวั่นไหว ไร้สาระ
เราจะทำความเข้าใจกับเรื่องเฮงซวยที่ผ่านเข้ามา ได้ดีขึ้น
เราจะเอามันไปด้วยทุกที่ กินข้าวกับมัน นอนกับมัน จนมันทนไม่ได้แล้วหนีไปเอง

เราจะให้เวลา กับกรณีศึกษาของตัวเองให้มาก
เราจะกัดฟันเรียนรู้ ไม่ยอมให้มันเป็นเรื่องเสียเปล่า
เราจะไม่บังคับตัวเองให้กลืนหรือคาย แต่จะอมมันไว้ ด้วยความอร่อย
เราจะให้อภัยตัวเอง กับความล้มเหลวที่ช่วยไม่ได้
เราจะเลิกต่อว่าตัวเอง ว่ายังพยายามไม่มากพอ
เราจะชื่นชมตัวเอง ที่ทำทุกอย่างที่ทำได้ทุกเรื่องแล้ว
เราจะยอมรับว่า อะไรๆ มันก็ได้แค่นี้จริงๆ ปล่อยมันไป
เราจะเลิกวิ่งหนี อารมณ์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลายแหล่
เราจะหันมาเผชิญหน้า ด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญ
เราจะมีกำลังใจอีกครั้ง ที่จะสู้ ให้ตายไปข้าง
เราจะรู้ว่า คนที่เราต้องชนะ มีแค่คนเดียว .. คือตัวเราเอง

เราจะซาบซึ้งกับความสำเร็จ ที่ได้มาด้วยความอดทน
เราจะภูมิใจมากขึ้น ในความเป็นตัวของตัวเอง
เราจะพอใจ กับโลกของเรา ที่มีทุกอย่างเพียงพอแล้ว
เราจะได้สนุกสนาน กับความคิด จินตนาการ อันแสนบรรเจิด
เราจะได้หลุดพ้น จากพันธนาการ ทางความคิด
เราจะได้ค้นหาความฝัน ในมุมมองใหม่ๆ
เราจะได้เรียนรู้ ที่จะรัก อย่างปราศจากเงื่อนไข
เราจะเข้าใจความเป็นไปของสรรพสัตว์รอบตัว ได้อย่างลึกซึ้ง
เราจะเลิกยึด ความอวดดื้อ ถือดีของตัวเอง เป็นที่ตั้ง
เราจะสุขใจกับความสงบราบ ไม่ฟุ้งซ่านหลงอารมณ์
เราจะสามารถควบคุมตัวเอง ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โอ้โฮ .. อารมณ์พาไปได้ไกลแฮะ ..

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

IQ - EQ – MQ – AQ มันคืออะไรกันนักกันหนาวะ

ว่าแล้วก็มาศึกษาให้มันเข้าใจไปเลยละกัน จะได้หายข้องใจ
แล้วก็จัดการสรุป มาเก็บไว้อ่านอีกทีหลัง เผื่อลืม
จะได้มีที่กลับมาทบทวน ไม่ต้องไปศึกษากันใหม่
IQ = Intelligence Quotient
เป็นความคิดดั้งเดิมในปี 1950 เป็นการวัดความฉลาดด้วยแบบทดสอบเกี่ยวกับไหวพริบ การแก้ปัญหาด้านตรรกะ ตัวเลข ความจำ ความสามารถทางภาษา การคิดวิเคราะห์ ทักษะในการรับความรู้ นำมาใช้มากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อคัดแยกทหารอเมริกันเข้าประจำการในตำแหน่งต่างๆ ของกองทัพ ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยม เพราะมีข้อจำกัดและความไม่แน่นอนมากเกินไป จากผลงานวิจัยกับคน 450 คนใน sommervill แมทซาชูเซท อเมริกา พบว่า IQ มีผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิตเพียง 20% เท่านั้น
ปัจจุบันพบว่า ความฉลาดของบุคคลไม่ได้มีแค่นั้น มันมีความหลากหลาย เป็นรูปแบบของ Multiple Intelligence โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีความฉลาด 8 ด้าน
1.       Linquistic Intelligence เป็นความสามารถด้านภาษา เช่น สามารถพูดโน้มน้าวผู้อื่น มีความสามารถด้านการเขียน ด้านบทกวี และการประดิษฐคำ
2.       Logical-Mathemetical Intelligence ความสามารถในการใช้เหตุผล การคำนวน ตัวเลข การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
3.       Spatial Intelligence ความสามารถในการสร้างภาพในสมอง จินตนาการ สร้างสรรค์
4.       Bodily-kenesthetic Intelligence สามารถใช้ร่างกายได้คล่องแคล่ว อาจเป็นด้านกีฬา การแสดง การเคลื่อนไหว การสัมผัส ภาษากาย
5.       Musical Intelligence ความสามารถด้านดนตรี การจับระดับเสียงที่มีความแตกต่าง จดจำทำนอง จังหวะ และการร้องเพลง
6.       Interpersonal Intelligence ความสามารถในการสื่อสาร จัดการ ความเป็นผู้นำ ความเข้าใจคนอื่น
7.       Intrapersonal Intelligence ความสามารถในการเข้าใจตนเอง รู้ศักยภาพของตน ทำงานคนเดียวได้ มีความสามารถในการคิดใคร่ครวญ ทำตามความสนใจของตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง
8.       Naturalist Intelligence ความสามารถในการเห็นความงาม เห็นความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ

EQ = Emotional Quotient
เป็นความฉลาดทางอารมณ์ - การรู้จักตัวเอง สามารถจัดการควบคุมอารมณ์ตนเอง บังคับใจตนเองได้ รูัจักผิดถูก สามารถจัดการกับปัญหาได้ ไม่ท้อแท้ง่าย ปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี
จากการวิจัยของมหาวิทยาลัย California at Berkeley ตั้งแต่ปี 1950 โดยเก็บข้อมูลนักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์ จำนวน 80 คน โดยมีการวัดระดับ IQ ทดสอบบุคลิกภาพ สัมภาษณ์โดยนักจิตวิทยา แล้วทำการติดตามผลนานถึง 40 ปี สรุปผลการวิจัยออกมาว่า ระดับ EQ มีความสำคัญกว่า IQ ประมาณ 4 เท่า ในการกำหนดความสำเร็จในอาชีพ ครอบครัว และสถานภาพทางสังคม
ความหมายต่างๆ ของ EQ
-          อารมณ์เป็นสภาวะทางจิตใจและชีววิทยา เป็นวิสัยแนวโน้มที่จะแสดงออก (Goleman 1995)
-          EQ คือชุดของความสามารถส่วนตัว ด้านอารมณ์ สังคม ของบุคคล ที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการกับแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมได้อย่างดี (Bar-on 1992)
-          EQ มีความสัมพันธ์ต่อความคิด สติปัญญา บุคลิกภาพ อุปนิสัย ความรู้ ความเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดพฤติกรรมในการแก้ปัญหา การปรับตัว และการแสดงออก
EQ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1995 ของหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence : why it can matter more than IQ โดย Daniel Goleman's  สรุปได้คร่าวๆ ว่า EQ มีองค์ประกอบอยู่ 5 อย่าง
1.       Self Awareness การรู้จักตัวเอง รู้จักความรู้สึกของตนเอง เข้าใจพฤติกรรมของตนเอง
2.       Personal Accountability ความสามารถในการควบคุมและจัดการอารมณ์ของตนเอง ควบคุมแรงกระตุ้นกระทันหันที่เข้ามากระทบอารมณ์ได้ ควบคุมความฉุกระหุกที่เกิดขึ้นกับตนเองได้
3.       Positive Self-Motivated Powerful Impetus : Honesty and Integrity แรงขับเคลื่อนตนเองในทางที่ดี จากคุณธรรมพื้นฐานด้านดี สามารถรับแรงกดดันได้
4.       Empathy and Sensitivity ความเข้าใจและไวต่อความรู้สึกของคนอื่น
5.       Capacity to develop and sustain relationships ความสามารถในการพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์
คน EQ สูง คือคนที่ต้องรู้ว่า เมื่อไรที่ต้องควบคุมหรือแสดงอารมณ์ และต้องแสดงและควบคุมอารมณ์อย่างไร
MQ – Moral Quotient
คือศีลธรรม ความรู้ถูก รู้ผิด รู้จุดยืนของตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เห็นแก่ตัว มีความซื่อสัตย์ รู้ความถูกต้อง มีความจริงใจ มีความเคารพตนเองและผู้อื่น ประกอบด้วย ehics, integrity, spiritual civilization
การที่จะทำให้บุคคลมี MQ อยู่ในระดับดีได้ จำเป็นต้องมีการปลูกฝังให้มีพื้นฐานตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะ 3 ปีแรก ซึ่งจะเป็นการเตรียมไว้รอการกระตุ้นอีกครั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่และได้รับการอบรมพัฒนาเพิ่ม ถ้าไม่มีพื้นฐานที่ดี เมื่อโตขึ้นไม่ว่าจะได้รับการกระตุ้นอย่างไรก็ไม่ทำให้คนๆ นั้นเป็นคนดีได้เท่าที่ควร
คนที่มี MQ สูงจะมีลักษณะเด่น 3 อย่างคือ
1.       สามารถควบคุมตนเองไม่ให้ทำในสิ่งผิด
2.       มีความดีเป็นรากฐานของการกระทำ
3.       คำพูดของเขาคือเกียรติ
AQ = Adversity Quotient หรือ Advancement Quotient
ความสามารถในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น การฟันฝ่าอุปสรรค ความอดทนต่อความยากลำบากทางกายและใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน เป็นรูปแบบพฤติกรรมการตอบสนองต่อปัญหา หรือความสามารถทางกาย ใจ กำลังใจ ที่จะทำประโยชน์ให้เกิด จากอุปสรรคที่ขวางอยู่
AQ มี 4 ลักษณะคือ
1.       สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา
2.       ความพยายามที่จะควบคุม แก้ไขสถานการณ์
3.       วิธีคิดหรือมองปัญหาและหาทางออกได้
4.       ความสามารถที่จะอดทนต่อปัญหาต่างๆ
AQ theory of Stoltz แยกคนในองค์กรต่างๆ ออกเป็น 3 กลุ่มคือ
1.       Climbers เป็นกลุ่มคนที่แสวงหาเรื่องที่ท้าทายความสามารถ
2.       Campers มีอยู่ประมาณ 80% ของคนในองค์กรทั่วไป คนกลุ่มนี้จะคิดว่า เท่าที่ทำอยู่นี้เพียงพอกับความสามารถของตัวแล้ว
3.       Quitters เป็นพวกที่ไม่ยอมเสี่ยง ไม่พยายามทำอะไรทั้งสิ้น พวกเขาเลือกที่จะทำแต่สิ่งง่ายๆ อยู่อย่างสบายๆ
อีกทฤษฏีหนึ่ง มีการแบ่ง AQ ออกเป็นคน 5 กลุ่ม
A – AQ-High เป็นกลุ่มที่ชอบความท้าทาย สามารถแก้ปัญหา ขจัดสิ่งกีดขวาง เอาชนะอุปสรรค
B – AQ-Medium เป็นกลุ่มที่ยินดีสู้ชีวิต พอถึงจุดที่ตนพอใจ ก็จะหยุด
C – AQ-Low เป็นกลุ่มที่พอต้องเริ่มต่อสู้ก็ยอมแพ้ คนกลุ่มนี้มีความกระตือรือร้นที่จะสู้ มีการวางแผน แต่พอเจอปัญหาจะหยุดทันที
D – AQ-Very Low เป็นกลุ่มที่มีความรู้ เข้าใจชีวิต แต่ไม่อยากต่อสู้
E – AQ-Zero เป็นกลุ่มที่ไม่รู้จักขวนขวายหรือทำอะไรด้วยตัวเอง ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นตลอดเวลา