While I thought that I was learning how to live, I have been learning how to die - Leonardo da Vinci

บทความเหล่านี้ หากเป็นประโยชน์กับท่าน ผมก็ดีใจ หากจะนำไปใช้ที่อื่น ผมก็ยินดี แต่กรุณาอ้างอิงที่มานิดนึง จัดเป็นมารยาทพื้นฐานในการใช้บทความของผู้อื่นใน internet หลายเรื่องผมต้องค้นคว้า แปลเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้อง กลั่นกรอง เรียบเรียง ใช้เวลา ใช้สมอง ใช้ประสบการณ์ การก๊อปไปเฉยๆ อาจทำให้คนอื่นคิดว่าคนที่นั่งคิดนั่งเขียนแทบตายห่ากลายเป็นคนก๊อป ผมเจอเพจที่เอาเรื่องของผมไปตัดโน่นนิดนี่หน่อยให้เป็นงานของตัวเอง ไม่อ้างอิงที่มา ไม่ละอายใจหรือ .. สงสัยอะไร comment ไว้ ผมจะมาตอบ แต่ถ้าใครมาแสดงความไพร่หรือด่าทอใครให้พื้นที่ของผมสกปรก ผมจะลบโดยไม่ลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยว อยากระบายไปหาที่ของตัวเองครับ หมายังขี้เป็นที่เป็นทางเลยจ้ะ นี่ก็เคยเจอ ไม่รู้พ่อแม่สอนมายังไง!!!

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2568

กรงงอก!

กรงสำเร็จมันเล็กจนน่าสงสาร (30x50cm) กรงใหญ่อีกอันอยู่ข้างนอก (กรงเก่าไอ่เวหา) ช่วงนี้หนาวเกิน แต่ถ้าเอากรงนั้นเข้ามา ผมก็ไม่มีที่เดิน

กรงใหม่ต้องมา คราวนี้มีชั้นวางของเพิ่มอีก 2 ชั้น ไม่ทำใหญ่ เพราะแค่ให้พักฟื้น ขนาดดูตามแบบร่างเลยครับ +เพิ่มไปอีกด้านละ 6cm

 




ใช้ของที่มีอยู่แล้ว เลย no cost!
1. ไม้ยางแดงไทวัสดุ 3.8x3.8x250cm 4 ท่อน
2. ไม้สนระแนง 1x3x100cm 2 ท่อน
3. ไม้อัดหนา 10mm ผมมี 1.5x4m อยู่ 3 แผ่น ซื้อมา 15 ปีแล้วไม่ได้ใช้ ขี้เกียจรื้อเลื่อยวงเดือน จึงเลื่อยด้วยมือ ตะคริวแดกมือเลยจ้า
4. เสื่อน้ำมัน ห่อไม้แผ่น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาด และปิดสภาพผิวไม้อัดอายุ 15 ปี!
5. ตะแกรง 1x1 นิ้ว (ผมมียกม้วน)
6. มุ้งลวดไนล่อนกันยุง จำเป็นต้องมี อะไรก็ได้ที่กันยุงกัดมัน แล้วเป็นพาหะพาโรคไปที่อื่น (ผมมีเป็น 10 เมตรจาก project ที่พับเก็บ)
7. สกรูสั้น-ยาว, ฉากเล็ก, บานพับ ,หูช้าง ความจริงฉากไม่จำเป็น ใช้ตัวจับฉากยิงสกรูได้เลย แต่ลืมว่าเก็บไว้ไหน มาเจอเอาตอนจะทำประตู และฉากอย่างเดียวยังโยกเยก ต้องยิงสกรูเพิ่มอยู่ดี แต่ก็ช่วยเรื่องสกรูชนสกรูที่ทำให้ดอกสว่านทื่อ/หัก เพิ่มรูที่ใช้ไม่ได้
8. ล้อเลื่อน ด้วยน้ำหนัก การลากย่อมดีกว่ายก

คอนยืนควรมี นกพิราบชอบคอนหน้าเรียบ ไม่เกาะกิ่งไม้กลมๆ ไม่ชอบยืนนอนบนพื้น สังเกตุจากมันพยายามเกาะบนถ้วยอาหาร แล้วขี้ลงไปในถ้วยน้ำ .. เมื่อเปลี่ยนกรงให้ มันตื่นกรงสักพัก ก็ไปยืนหลับบนคอน ไม่เสียทีที่พยายามทำ

ส่วนไอ่เมฆ/ไอ่เวหา สูญเสียสัญชาติญาณนกไปนานแล้ว มันคิดว่ามันเป็นหมา! เห็นหน้าก็จะให้กอด

เหตุเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กำลังจะอาบน้ำหมาเพชร เจอนกยืนหลับ เลยจับมาตรวจร่างกาย ไม่มีร่องรอยฝีดาษนกหรือบาดแผลอื่น แหกปากเจอแคงเกอร์ เป็นแผ่นเหลืองข้างในโดยรอบ เอาคัตตันบัดเขี่ยออกได้เกือบหมด

ไอ่เวหาอาการหนักกว่านี้ตอนช่วยมา ฝีดาษ แคงเกอร์ ตาจะบอด กว่าจะเคลียร์หมดเป็นอาทิตย์ หลังจากนั้นมีมาให้ช่วยเกือบ 10 ไม่รอดสักตัว

นังหนูนี่ผอมและเหม็นสาบโคตรๆ คงเพราะป่วยจัด ปกตินกพิราบไม่มีกลิ่น เพราะความร้อนจากตัวมัน ฆ่าแบคทีเรียที่ผิวหนังมันได้ดี ไอ้ 2 ตัวไม่ได้อาบน้ำฟอกสบู่มาเดือนกว่า ยังไม่มีกลิ่นอะไร

ผมเอาทิชชู่เปียกบีบน้ำออกให้แห้ง พ่นน้ำยาอาบน้ำนกชุ่มๆ เช็ดตัว ไม่พ่นตรงๆ เพราะอากาศเย็น นกอ่อนแอ และต้องระวังเรื่องสัมผัสสัตว์ป่วย อย่าหยิบจับของใช้มั่วซั่ว ไดร์เป่าผมจึงไม่ควรแตะ

จากนั้นผมจัด A21+Ronivet S ให้ 10ml ตอนบ่าย 3 ไม่กล้าให้มาก กลัวสำลักตาย คืนนั้นป้อน 15ml อีก 2 รอบ เพิ่มเป็น 20ml เช้า-เย็นอีก 2 วัน แล้วเหลือแค่มื้อเย็น 20ml เพราะกินข้าวเองได้

ใส่น้ำ+อาหารไว้ วันอังคารกินเกือบหมด เริ่มมีแรงดิ้นๆๆๆ อึดี ปากเคลียร์แล้ว ยังคงป้อนมื้อเย็น 20ml เพื่อให้ได้ยาเน้นๆ ดีกว่าลุ้นให้มันกินน้ำผสมยา มันกินน้ำน้อย ตั้งใจให้ยาจนครบ 7 วัน พักต่ออีกสักอาทิตย์ค่อยปล่อย คาดว่าเป็นนกที่นอนตรงจั่วบ้าน ปกติมี 2 ตอนนี้เหลือ 1 ก็บอกไอ่ตัวนั้นว่า น้องมึงอยู่กับกูนะ เดี๋ยวหายแล้วเอามาคืน

วันแรกๆ หลับตลอด ไม่ช่วยคงไม่รอด ถือเสียว่ากรรมสัมพันธ์ ผมจะช่วยเท่าที่ทำได้ เลยจัดยาผสมอาหารให้นกทั้งฝูงไปด้วย 7 วัน ไอ่เมฆ ไอ่เวหา ก็โดนด้วย แม้มาตรการกักกันโรคค่อนข้างดี แต่เอาให้ชัวร์ (ใช้เสื้อกางเกงยาวอีกชุด ผ้าปูตัก มุ้งคลุมกรง ทิชชู่เปียกชุ่มแอลกอฮอล์เช็ดมือ เพื่อไม่ต้องไปจับขวดสเปรย์ ล้างสบู่อีกที แยกของใช้+ฟองน้ำล้าง ล้างคนละที)

นกพิราบค่อนข้างน่าเห็นใจกว่านกอื่น แม้ความเสี่ยงเท่ากัน (กาลามสูตร เป็นคำสอนที่ดี) เราสามารถอยู่กับมันได้อย่างปลอดภัย ด้วยความรู้และความเข้าใจที่เพียงพอ

วิธีดูเพศนกพิราบ/นกเขา มันสายพันธุ์เดียวกัน

ใช้เชือกหรือด้ายผูกโลหะ ผมใช้ตะปู 1 นิ้ว ผูกตรงกลาง หย่อนลงกลางหลัง ห่างสักเซนต์
ผู้ชาย ตะปูจะแกว่งไปมาในแนว หัว-หาง
ผู้หญิง จะแกว่งไปมาระหว่างปีกซ้าย-ขวา

เป็นเรื่องสนามแม่เหล็กบนตัวนก เขาสอนๆ กันให้ดูขนาดตัว ลักษณะหัว นิ้วตีน ผมว่ายาก ตัวแปรเยอะเกิน

ในพฤติกรรมเท่าเด็ก 2-3 ขวบ ชายหญิงยังแตกต่าง รู้ไว้ ก็เป็นประโยชน์ทั้งเขาทั้งเรา.

 

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

สองลุงขึ้นเขา

ภารกิจ ไปเอาใบประกาศฯ ที่ฝาก มทส ไว้ 20 กว่าปี! ตั้งแต่ 2542 เขายังเก็บไว้ให้ น่าทึ่งมาก

ไอ่น้องชายไลน์มาบอกเมื่อคืน “พรุ่งนี้กูจะไปเอาใบประกาศฯ กลับทันอาจแวะนอนบ้าน เดี๋ยวบอกอีกที” ผมก็คิด ไกล ห่วงก็ไปกับมันสิ แล้วผมเคยไปหลายครั้งตอนมันเรียน คิดถึงเหมือนกัน เลยบอกกูไปเป็นเพื่อนไหม ผ่านทางนี้ไหม เดิมมันคิดวิ่งเส้นสระบุรีขาไป(จากนนท์) เลยมาเส้นแปดริ้ว-ปักธงชัย

นัดกันเที่ยง ผมจึงเข้าออฟฟิสเคลียร์งานครึ่งวันเช้า มีการชวนค้าง แต่ผมไม่ได้ นัดโปรแกรมเมอร์ไว้ อาทิตย์ก่อนผลัดไปทีนึงแล้ว เขาจะด่าเอาสิ น้องผมไม่มีปัญหา ค้างไม่ได้ก็กลับ



ออกจากบ้าน 12.15 pm วิ่งไปใจเย็นๆ ระยะทาง 220~230 กิโลเมตร คูณสองไปกลับ ฝนตกปรอยๆ ตลอดทาง มีช่วงทำถนน เจอจังหวะรถช้า สิบล้อแซงกัน แวะเติมน้ำมันให้เต็มถังแถวพนมฯ ต้องขึ้นเขา ไปไกล เราขำกัน พันห้ายังไม่หยุดว่ะ ขนาดเหลืออยู่เกือบครึ่งถัง ไปหยุดที่ 1570 แทงหวยกันไหมมึง




สะพานข้ามป่าดูสวยแปลกตา แต่ผมก็สงสัย จากกบินทร์ถึงโคราชทำไว้ที่เดียว แล้วสัตว์ทั้งป่าแถบนี้มันจะรู้ไหม ว่าต้องมาข้ามตรงนี้ อันนี้คิดประสาคนไม่มีความรู้น่ะครับ ผมคาดว่าเขาคงทำวิจัยกันไปแล้ว ถึงมาสร้างจุดนี้ การทำถนนตัดป่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับสัตว์ การบุกรุกของผู้คนส่งผลกระทบไม่รู้จบ ที่มาที่ไปของเรื่องราว กลับซับซ้อนยิ่งกว่า



ถึงหน้าตึกที่จะมารับเอกสารตอน 3.40pm แต่น้องผมโทรคุยไว้ก่อนแล้ว ป้ายบอกเลิกงาน 4.30pm ซึ่งที่นี่ไม่เหมือนที่ทำงานทั่วไป ที่เจ้าหน้าที่มักเก็บของก่อนเลิกงาน! ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ได้ใบประกาศฯ มา มันกางให้ผมดู “อะดูซะ” ผมถ่ายรูปส่งให้เมียมัน เรียบร้อยแล้วนะ

น้องสะใภ้ผมก็ตลก มันถามมานานละว่าถึงไหนกันแล้ว ผมมาเปิดอ่านตอนลงเขามาแล้ว ตอบไปว่าอีก 20 โลถึง เพราะมัวแต่ถ่ายรูปเพลินอยู่ ตื่นเต้นสัส นานแล้วที่ได้แต่ดูสารคดีป่า วันนี้ได้ดมกลิ่นป่า สัมผัสความรู้สึกเก่าๆ น้องสะใภ้มันว่า ให้รีบตรงไปเอาใบปริญญาก่อนเลยนะคะ ผมขำเลย เหมือนเห็นเราพี่น้องช่างเถลไถล พอได้เห็นใบประกาศฯ ผัว นางก็ว่า mission complete ..

น้องผมก็ฮาไม่แพ้กัน ตอนเรียนจบ มันไม่รับปริญญาอย่างพี่มัน แต่รับตอนโทเพราะพูดกับพ่อแม่ไว้ บ้านเราไม่ผิดคำพูดกัน ถ้าจะไม่ทำ ไม่แน่ใจ ก็ไม่พูด มันว่าตอนแรกเขาบอกค่าใบประกาศฯ 500 กูก็ไม่เอาสิ ผมถาม แล้วมากันนี่เกินมะ มันว่าเกินดิ หลังจบที่นี่มันไปต่อพระนครเหนือ (ซึ่งผมก็ตามไปกินเหล้าเมาหยำเปกับมันอีก) เลยไม่ได้ขึ้นโคราชจนกระทั่งทำงาน วันนี้มหาลัยให้มาทั้งเล่มแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เสียแต่ค่าน้ำมันที่แพงสัสๆ

ที่ฮาคือ เขาผ่านบ่อย มาทำงานบ้าง ผ่านไปทำงานบ้าง พาลูกเมียมาเที่ยวบ้าง แต่ไม่เคยสนใจจะเข้ามาเอา “ก็ไม่ได้ใช้ กูจะเอาไปทำอะไร” ตอนนี้จะต่อเนติฯ เขาใช้ใบประกาศ ไม่ดูทรานสคริปต์ เลยต้องมาเอา ทาง มทส เขาว่าส่งไปรษณีย์ให้ได้ แต่ถ้าหายระหว่างทาง ทำใหม่ยากมาก ไม่อาจประมาณเวลาว่าจะได้ในกี่วัน มันไม่อยากลุ้น วิ่งมาเอาเองแน่นอนกว่า ผมก็งงว่าทำไมเนติฯ ถึงต้องการแบบนี้ ใบประกาศมันปลอมกันยาก หรือเขาไม่อยากดูทรานสคริปต์ทุเรศๆ ของพวกมึง กูเฮชบวกเยอะนะ มันเถียง

เสร็จก็ขับชมรอบบริเวณรำลึกความหลัง ผมเคยมาหลายรอบตอนมันเรียน ตั้งแต่ตอนที่มองไปทางไหนก็เจอเนินลูกรังแดงๆ พ่อซื้อเทน่าให้มันใช้ เพราะมหาลัยกว้างเกินกว่าจะเดินไหว (ยังจอดอยู่ที่บ้าน) ผมจำได้ว่าตอนนั้น 91 ลิตรละ 18 บาท! (น้องผมเข้าปี 38, รุ่น 3 มั๊ง)

เราวนดูหอที่มันเคยอยู่ (ชาย 4-5 หอ ก็มันนี่แหละ) พอต้นไม้เยอะก็จำไม่ค่อยได้ แม้ตัวมันเองที่มาอยู่ตั้ง 4 ปี รุ่น 1-2 เล่าว่า แรกๆ นอนหอรวมคล้ายโรงนอนทหาร เพราะหอพักยังสร้างไม่เสร็จ รุ่นของน้องผมเพิ่งมีหอแบบชั้นเดียวกับ 2 ชั้นสำหรับผู้ชาย มันชี้หอหญิงที่เขาลือกันว่าผีดุ(ผมก็เคยอ่านเจอ) แต่เพื่อนๆ มันก็ไม่เคยมาเล่าว่าเจอกัน

มันพาไปดูบ่อตกปลาที่มันกับเพื่อนๆ ชอบมาตกตอนเมา (เมื่อก่อนเปลี่ยว เดี๋ยวนี้ทั้งแถบเป็นฟาร์ม+ศูนย์วิจัย) ครั้งหนึ่งพวกมันซื้อลูกวัวจากฟาร์มในมหาลัยมาฆ่ากินกันตอนดึก ผมถามมึงกล้าฆ่ามันเหรอ(ตอนเด็กๆ เรายิงนก กิ้งก่า ขุดปลาตกคักมาย่างกินแบบเด็กบ้านนอกทั่วไป แต่นี่มันสัตว์ใหญ่) มันว่ารุ่นพี่มันทำ กูกินอย่างเดียว อาจเพราะยังเด็ก เมา ไม่คิดอะไร นั่นเป็นครั้งเดียวที่น้องผมไปร่วมวงทำอะไรแบบนี้ แต่มันขี้เมาจนเรียนจบแหละครับ

เราวนไปหาป่าไผ่ที่ผมเคยซ้อนมอเตอร์ไซค์มันมาตอนดึก ตรงนี้ลือกันว่าเป็นลานประหารเก่า มีคนเจอผีหัวขาดเดินถือหัว! ตอนผมมาค้างเลยมาหาผีกันตอนกึ่มๆ มันเป็นทางแยกจากถนนหลักของมหาลัย มีกอไผ่สองข้าง โค้งเข้าหากันเป็นแนวยาว กลางวันสวยงามน่าเดินเล่น ถ้าไม่กลัวเจอจงอาง ตอนนี้เราหาป่าไผ่ไม่เจอละ

แต่ถนนหลักโล่งๆ เมื่อก่อน ปัจจุบันมีต้นไม้ขนาดใหญ่สองข้างทาง แผ่กิ่งก้านมาบรรจบกันเป็นซุ้มโค้งเหนือถนน จนคนนิยมมาถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง เมื่อผมว่าเดี๋ยวกูหาเมียก่อน มันบอก คนอย่างมึงใครจะอยู่ด้วยได้ อื้ม เราบางคนก็มีความเป็นตัวตนสูง เกินกว่าจะยอมปรับตัวเข้าหาใคร



มันเหมือนมหาลัยในสวนป่า อาคารเรียน คณะ ที่พัก อยู่ห่างๆ กัน ยังมีทางเฉพาะให้วิ่งออกกำลัง พื้นที่กว้างขวาง ต้นไม้สูงใหญ่ หญ้าถูกตัดดูแล น่าอยู่ น่าเรียน ทางออกหลังมหาลัยที่เมื่อก่อนปิด ตอนนี้มีหมู่บ้าน ร้านอาหาร ที่พัก เรายังไปวนหาหอนอกหน้ามหาลัยที่มันเคยอยู่ ผมก็เคยมาค้าง เป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นที่หาแทบไม่เจอ เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก

ผมจำได้ว่าทางเข้ามหาลัยเมื่อก่อน มีแต่ไร่มันสำปะหลัง ตอนนี้มีโรงเรียน หมู่บ้าน ร้านอาหารแน่นขนัด มันว่าสมัยก่อนมีแต่เพิง คล้ายโรงอาหารหน้ามหาลัย มีร้านค้ามาตั้งขายข้าวยันเหล้า คนทั้งมหาลัยต้องมากินตรงนี้ อาจารย์มักมาดึก คงไม่อยากเจอนักศึกษา แต่ดึกแค่ไหนก็เจอพวกกูกินเหล้ากันอยู่ทุกวัน

เราขับผ่านเด็กโยธาปี 1 ที่หัดตั้งกล้องกันอยู่ น้องผมว่า “คิดดีแล้วเหรอน้อง” ผมขำเลย มันว่าเนี่ยเรียนตอนปี 1 เบิกกล้องมากลุ่มละตัว ยืนวัดถนนกันงงๆ ผมว่า มันก็คิดเหมือนมึงตอนนั้นมั๊ง ถ้าตอนนั้นให้เรียนกฎหมายมึงจะเรียนไหม นี่มึงไม่มีทางเลือกหรอก มันว่าเส้นทางดูมีอนาคตสุดละตอนนี้

ที่นี่มีกฏเข้มข้นที่น้องผมเคยโดน .. ทัณฑ์บนตลอดการศึกษา! เพราะหยิบหินก้อนใหญ่ไปรูดกระจกบานเกล็ดห้องคู่กรณีแตกทั้งแผงตอนเมา มันว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองนั่งเรียง สอบสวนมันราวกับอยู่ในศาลทหาร เหมือนในหนังเลย ถ้ายังไม่ทำตัวดีๆ มีโดนไล่ออก หลังจากนั้นมีอยู่ครั้งมันต้องปล่อยให้เพื่อนต่อยลมโดยไม่สวน แล้วไปแจ้งความกับตำรวจหน้ามหาลัย เขาก็ไปลากตัวมันมาเคลียร์ วันนั้นผมขึ้นไปกับพ่อแม่ ผมค้างกับมัน พ่อแม่ไปนอนในเมือง ดึกๆ ไอ่คนนั้นก็มาขอโทษ นั่งกินเบียร์ปรับความเข้าใจกัน

เราเคยมานั่งหาใบทัณฑ์บนแผ่นนั้นกันจนเจอ หลังผ่านไปเป็น 10 ปี เพื่อเอาไปใส่กรอบติดฝาบ้าน เพราะได้มาครั้งเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของตระกูล มันว่าที่นี่สอนมันเยอะ(ที่นอกเหนือไปจากเรื่องเรียน) มันก็อยากให้ไอ่จิ้งมาเรียนเหมือนกัน


วนกันจนพอใจก็ได้เวลากลับ น้องผมเริ่มหิวจัด มื้อเช้าผมเป็นขนม 1 ชิ้นกับกาแฟดำ มันกินก๋วยเตี๋ยวมา เย็นมากแล้วก็ไม่ไหว ผมเริ่มมึนหัว น้องผมท้องไส้ปั่นป่วน เรามองหาอะไรง่ายๆ เพราะอยากให้พ้นเขาก่อนมืด แต่เวลามันไม่ถูกต้องไง ยามเย็นร้านเหล้าเปิด-ร้านข้าวปิด จะกินห่าอะไร แล้วฟ้าก็ประทานปั๊มที่มีร้านข้าวมาให้กินประทังชีวิตก่อนขึ้นเขา ผมคิดว่ามันคงอร่อยสำหรับคนพื้นที่ แค่รสชาดไม่ถูกปากเราเอามากๆ กินกันตายเป็นเช่นนี้เอง

เขาปักฯ ที่ผมจำได้ ตอนไปหาลูกค้ากับบอสเมื่อ 9 ปีก่อน (เที่ยวโคราชกับบอส) เป็นทาง 2 เลนสวนกันแคบๆ ความลาดชันสูง บางจุดข้างหนึ่งเหว-ข้างหนึ่งผา ปัจจุบันเป็นทาง 2-3 เลน มีเกาะกลาง ความลาดชันลดลง ไม่น่ากลัวเท่าเมื่อก่อน รถขนาด 2.4 ก็มันส์แล้ว เพราะมีกำลังขึ้นเนิน น้ำหนักมากก็มีแรงกดให้เกาะถนน ความเตี้ยช่วยเรื่องบาล๊านซ์ เลยได้ความรู้สึกสนุกแต่ยังปลอดภัย ถ้าเป็นรถผมคงเสียวน่าดู แต่ผมซื้อรถตามการใช้งานอะนะ 3 ปีครึ่งเพิ่งใช้ไม่ถึง 17,000 โล (รวมวิ่งไร้สาระด้วยแล้วนะ) ของยาว 2 เมตรยัดได้ก็สบายละ

บางช่วงระบุความเร็ว 60 แต่ผมเห็นขับกันไม่ต่ำกว่า 80-90 เว้นรถพ่วงที่น่าจะใช้เวลาเป็นชั่วโมง กว่าจะหลุดเขา ขาไปขึ้นเนิน ขากลับลาดลง เลยรู้สึกว่าขากลับหลุดเขาเร็วกว่า ที่ระยะทางเท่ากัน ทิวเขายามเย็น เมฆเรี่ยยอดไม้ งดงามน่าสัมผัส จนนึกอิจฉาคนที่บ้านอยู่แถวนี้ แต่พอมืดความงามก็เปลี่ยน เพราะมันมืดสนิท ไฟทางแทบไม่มี เราไม่เปิดไฟสูงวิ่ง เพราะรู้สึกไร้มารยาทและละอายใจที่จะทำ

เรา solve โดยมองหาปิคอัพที่ขับดีๆ ดูเหมือนวิ่งประจำ รู้ไลน์ถนน แล้วตามมันไปห่างๆ สัก 20-30 เมตร ความสูงปิคอัพทำให้เห็นผิวจราจรใต้ท้องรถมันด้วย การไปเดี่ยวๆ บนถนนที่ไม่ชินทาง ต้องช้ามากจึงปลอดภัย แล้วเมื่อไหร่จะถึงบ้านเล่า แต่ก็ยังมีช่วงทำถนนที่ต้องระวังมาก เช่นอยู่ๆ เจอกรวยบีบทางให้แคบลง มีแสงนีออนจ้าๆ ช่วงทำทางแล้วแสงหายวับไปกับตา ตาปรับไม่ทันดิ ยังเจอจุดตรวจ 2-3 จุดที่ไม่รู้ตรวจอะไร เพราะเห็นเรียกตรวจเป็นบางคัน

ถึงตัวเมืองฉะฯ กันสามทุ่มกว่า เลยแวะร้านข้าวต้มที่เราชอบ สั่งกับแกล้มมา 3-4 อย่าง ถึงบ้าน 9.40 pm อาบน้ำกินเหล้าต่อสิครับ แต่คืนนี้ต้องนอนเร็วหน่อย ราวตี 2 ครึ่งก็ขึ้นเตียง พรุ่งนี้ต้องไปทำงาน คืนพรุ่งนี้ค่อยยาวไป ว่าแล้วก็ชวนไอ่น้องชายอีกคนที่อยู่กรุงเทพมาเมาด้วยกัน.